หนี้สาธารณะ คืออะไร?
หนี้สาธารณะ (Public Debt) คือ
หนี้ที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมของรัฐบาล กล่าวคือ
เมื่อฐานะการเงินของรัฐบาลเกิดการขาดดุล คือ รายจ่ายมากกว่ารายรับ
และรัฐบาลไม่สามารถจะหารายได้จากภาษีที่เก็บจากประชาชนมาเพื่อใช้จ่ายได้พอ
ก็จะทำการกู้ยืมจากแหล่งเงินกู้ 2 แหล่ง คือ กู้ยืมจากภายในประเทศ และ
กู้ยืมจากต่างประเทศ
ความสำคัญของเรื่อง
การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล เกิดจากการที่มีรายจ่ายมากกว่ารายรับใน
ปีงบประมาณนั้น เป็นเรื่องปรกติที่รัฐบาลจะยอมตั้งงบประมาณแบบขาดดุลบ้าง
แต่ต้องไม่มากเกินไป เมื่อขาดดุลรัฐบาลก็จะนำเงินทุนสำรองออกมาใช้
แต่ถ้านำมาใช้มาก เกินไปก็จะมีผลเสียต่อเสถียรภาพทางการคลัง
และมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนและความเชื่อมั่นของต่างชาติต่อประเทศไทยได้
รัฐบาลมีทางแก้หลักๆ อยู่ 2 วิธี คือ การเพิ่มภาษี และการกู้ยืมเงิน
การเพิ่มภาษีจะลดรายได้และกำลังซื้อของประชาชนและธุรกิจ
และจะมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้
รัฐบาลจึงมักเลือกการก่อหนี้สาธารณะหรือการกู้ยืมเงิน
อย่างไรก็ตามการมี
หนี้สาธารณะมากเกินไปจะสร้างปัญหาในระยะยาวได้ เพราะหนี้
เหล่านี้เป็นภาระที่รัฐบาลต้องชำระคืนทุกปี
ถ้ามีมากเกินไปจะทำให้แต่ละปีประเทศต้องผ่อนชำระหนี้สูงและเบียดบังเงินงบ
ประมาณที่จะนำมาพัฒนาประเทศ
และการมีหนี้สาธารณะสูงเกินไปจะมีผลต่อความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยได้
วัตถุประสงค์ของการก่อหนี้สาธารณะ
รัฐบาลก็เหมือนประชาชนทั่วไปที่จะต้องมีเงินเอาไว้ใช้จ่าย
บางครั้งเมื่อมีเงินไม่พอก็จำเป็นต้องกู้เงินมาใช้จ่ายในกิจการต่างๆโดย
เฉพาะประเทศกำลังพัฒนาการออมในประเทศอยู่ในระดับต่ำ การสะสมทุนมีน้อย
ในขณะความต้องการใช้ปัจจัยทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมีมากการขาดแคลน
เงินทุนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ รัฐบาลจึงแสวงหาเงินทุนมาใช้จ่าย
เพื่อดำเนินการในโครงการต่างๆเพื่อให้ประชาชนมีความกินดีอยู่ดีเงินที่
รัฐบาลกู้มาโดยทั่วไปก็จะนำไปใช้จ่ายดังต่อไปนี้
1.เพื่อใช้จ่ายในการลง
ทุน ได้แก่การลงทุนตามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ตัวอย่างเช่น
การลงทุนในด้านการชลประทาน การขนส่ง ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจการลงทุน
การป้องกันประเทศ ฯลฯ เป็นต้น
ซึ่งโครงการเหล่านี้ไม่สามารถจะหวังจากการลงทุนในภาคเอกชนได้
เนื่องจากเป็นโครงการที่ต้องใช้เงินทุนเป็นจำนวนมาก
ให้ผลตอบแทนต่ำหรือระยะเวลาที่คืนทุนนาน
การลงทุนในด้านนี้จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยตรง
แต่เนื่องจากประเทศที่กำลังพัฒนาส่วนใหญ่มักจะมีข้อจำกัดทางด้านงบประมาณ
กล่าวคือ รายได้ที่ได้รับจากการเก็บภาษีอากรจากประชาชนยังไม่เพียงพอ
รัฐจึงจำเป็นต้องใช้วิธีกู้เงินมาลงทุนพัฒนาประเทศตามโครงการที่จำเป็นต่อ
การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติ
2. เพื่อรักษาเสถียรภาทางเศรษฐกิจ
เป้าหมายที่สำคัญทางเศรษฐกิจที่ประเทศต่างๆให้ความสำคัญคือ
การรักษาเสถียรภาพทางด้านรายได้และระดับราคา
ซึ่งการรักษาเสถียรภาพดังกล่าวให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสม
รัฐบาลอาจใช้เครื่องมือทางการเงินและการคลังได้หลายชนิดการกู้ยืมเงินของ
รัฐบาลก็เป็นเครื่องมือทางการคลังชนิดหนึ่งที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายแทบทุก
ประเทศ ตัวอย่างเช่น ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจเกิดภาวะเงินฝืด
ระดับราคาสินค้าโดย ทั่วๆไป มีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อยๆ
ผู้ผลิตก็จะลดปริมาณการผลิตลง
ทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นมีผลกระทบต่อรายได้ส่วนรวมของประเทศ
การรักษาเสถียรภาพของรับอาจทำโดยการกู้ยืมเงินมาใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจให้
มากขึ้นทำให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น
ในที่สุดระบบเศรษฐกิจก็จะฟื้นตัวเข้าสู่ภาวะปกติ
3.
เพื่อชดเชยงบประมาณที่ขาดดุล
ในการบริหารราชการของรัฐบาลจะต้องมีการตั้งงบประมาณรายรับ-ราจ่ายประจำปี
ในบางปีรัฐบาลอาจมีกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องดำเนินการอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้
งบรายจ่ายมากกว่ารายรับ
ดังนั้นรัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องกู้เงินมาจากแหล่งต่างๆ
มาใช้จ่ายเพื่อให้กิจกรรมต่างๆของรัฐบาลดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น
4.
เพื่อใช้จ่ายกรณีฉุกเฉิน ตามปกติรายจ่ายโดย ทั่วๆไป
ของหน่วยงานราชการต่างๆ จะต้องกำหนดไว้ล่วงหน้าในงบประมาณประจำปี
แต่อย่างไรก็ตามยังมีรายจ่ายบางประเภทที่เกิดขึ้น
โดยมิได้มีการคาดเดาเหตุการณ์ไว้ล่วงหน้าว่าจะต้องจ่าย เช่น
การเข้าร่วมทำสงคราม การประสบภัยทางธรรมชาติต่างๆ
การเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าที่จำเป็นบางประเภทในตลาดโลก
เมื่อเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้นรัฐบาล
มีความจำเป็นจะต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วนทำให้ไม่สามารถหามาได้จากรายรับ
ประเภทอื่นๆ
ในระยะเวลาอันสั้นรัฐบาลจึงต้องกู้ยืมเงินมาใช้จ่ายเป็นกรณีฉุกเฉิน
5.
เพื่อรักษาและเพิ่มทุนสำรองระหว่างประเทศ ใ น ระบบเศรษฐกิจนั้น
การทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เช่น การค้า การลงทุน ฯลฯ
ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินตราระหว่างประเทศ กล่าวคือ
ถ้าปีใดมีดุลการชำระเงินเกินดุล
ส่วนที่เกินดุลนี้จะทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น
ในทางตรงกันข้ามถ้าปีใดมีดุลการชำระเงินขาดดุล
ทุนสำรองระหว่างประเทศจะถูกนำมาใช้
และถ้าดุลการชำระเงินขาดดุลติดต่อกันเป็นระยะเวลานานลายๆปีทุนสำรองระหว่าง
ประเทศที่มีอยู่อาจถูกนำมาใช้จนเหลือน้อยกว่าปกติ
ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศในทางเศรษฐกิจของประเทศ
6.
เพื่อระดมทุนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในด้านการพัฒนาประเทศ
ในบางประเทศประชาชนออมเงินไว้เฉยๆ
ซึ่งเป็นการปล่อยเงินทุนอยู่ในลักษณะที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ กล่าวคือ
ทุนเหล่านั้นไม่ได้ก่อผลผลิตแต่อย่างใดซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะเงินฝืดขึ้นใน
ระบบเศรษฐกิจได้
รัฐบาลอาจแก้ไขได้โดยการก่อหนี้จากเงินออมของประชาชนส่วนนี้มาลงทุน
ซึ่งไม่ก่อผลผลิตทางเศรษฐกิจเมขึ้น
นอกจากนี้การก่อหนี้จากเงินออมของประชาชนยังช่วยป้องกันไม่ให้เงินทุนภายใน
ประเทศเคลื่อนย้ายภายนอกประเทศ
ซึ่งจะช่วยรักษาระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไม่ให้ลดลงได้อีกทางหนึ่ง
7.
เพื่อนำมาหมุนเวียนใช้หนี้เก่า
การกู้ยืมเงินของรัฐบาลในแต่ละครั้งอาจต้องมีการกำหนดระยะเวลาใช้คืน
แต่บางครั้งเมื่อถึงกำหนดเวลาใช้คืน
รัฐบาลอาจไม่มีเงินเพียงพอที่จะชำระหนี้
เพื่อให้เป็นไปตามสัญญาและกำหนดเวลา
ทั้งนี้เพื่อรักษาและชื่อเสียงของประเทศ
8.
เพื่อปรับปรุงโครงสร้างภาระหนี้ให้มีการกระจายหนี้ดีขึ้น ( Refinancing )
ในบาง เวลาตลาดเงินทุนอาจมีดอกเบี้ยต่ำและให้เงื่อนไขที่ดีต่อผู้กู้
รัฐบาลอาจมีเหตุผลที่จะทำการกู้เพื่อไถ่ถอนหนี้เดิมที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง
กว่าและมีเงื่อนไขที่ด้อยกว่า
หรือรัฐบาลอาจมีความจำเป็นต้องการปรับปรุงการกระจายของภาระการชำระหนี้เสีย
ใหม่
ไม่ให้กระจุกตัวอยู่ในแหล่งใดแหล่งหนึ่งหรือการชำระหนี้ตกอยู่ในระยะเวลาใด
เวลาหนึ่งมากเกินไป หรือเงินตราสกุลใดสกุลหนึ่งโดยเฉพาะ
ความหมายอย่างละเอียด
ประเภทของหนี้สาธารณะ :-
1. แบ่งตามระยะเวลาของเงินกู้
1.1.
หนี้ระยะสั้น (Short term) มีกำหนดเวลาใช้คืน 3 เดือน 6 เดือน แต่ไม่เกิน 1
ปี ส่วนใหญ่จะเป็นการกู้ที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงินในระยะสั้นๆ
จะออกเป็นตั๋วเงินคลัง (Treasury Bills) หรือออกใบรับรองการเป็นหนี้ให้
การกู้ประเภทนี้จะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำ
ส่วนใหญ่รัฐบาลกู้จากธนาคารแห่งประเทศไทย
โตรงการจัดทำข้อมูลองค์ความรู้ งวดที่ 1 : นิยามธุรกิจ: เศรษฐศาสตร์ 1/3
1.2.
หนี้ระยะปานกลาง (Intermediate term) คือ หนี้ที่มีกำหนดเวลาใช้คืนตั้งแต่
1-5 ปี รัฐบาลจะออกTreasury note มาเป็นหลักฐานในการกู้
1.3.
หนี้ระยะยาว (Long term) คือ หนี้ที่มีกำหนดระยะเวลาใช้คืนตั้งแต่ 5 ปี
ขึ้นไป รัฐบาลจะออกตราสารประเภทพันธบัตรรัฐบาลออกมา โดยกำหนดจำนวนเงิน
ระยะเวลาใช้คืน และดอกเบี้ย
ส่วนใหญ่จะเป็นการกู้เพื่อนำไปใช้ในโครงการระยะยาว เช่น
การลงทุนในโครงการสาธารณูปโภค เช่น สร้างถนน สร้างสะพานข้ามแม่น้ำ
2. แบ่งตามแหล่งของเงินกู้
2.1.
หนี้ภายในประเทศ รัฐบาลจะกู้เงินจากประชาชนทั่วไป ธนาคารพาณิชย์
ธนาคารกลาง และสถาบันการเงินอื่นๆ ภายในประเทศ
เงินที่กู้ยืมอาจจะเป็นเงินตราของประเทศหรือเงินตราต่างประเทศก็ได้
2.2.
หนี้ภายนอกประเทศ รัฐบาลจะกู้เงินจากแหล่งเงินกู้ภายนอกประเทศ ทั้งเอกชน
รัฐบาล หรือสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย
(The Asian Development Bank) หรือกู้จากธนาคารโลก (World Bank)
หรือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) เป็นต้น
ข้อแตกต่างของการกู้เงินจากภายในกับภายนอกประเทศ
การกู้ยืมจากภายในประเทศ
การ
ระดมเงินกู้ภายในประเทศ
โดยรัฐบาลออกเป็นพันธบัตรและตั๋วเงินคลังออกมาขายให้กับเอกชนและสถาบันการ
เงินต่างๆ จะมีผลทำให้การออมของประเทศเพิ่มขึ้น
ทำให้การบริโภคสินค้าและบริการลดลง
ซึ่งอาจมีผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้
เพราะเป็นการลดเม็ดเงินในภาคเอกชน
แต่ถ้ารัฐบาลนำเงินที่ได้กลับมาใช้จ่ายในระบบก็จะมีผลดีต่อเศรษฐกิจ
โดยไม่ทำให้การบริโภคภาคเอกชนลดลงมากนัก
ในการชำระคืนเงินกู้ รัฐบาลสามารถจะรู้จำนวนเงินที่ต้องชำระคืนที่แน่นอน เพราะต้องชำระคืนในรูปของเงินตราของประเทศ
การกู้ยืมจากต่างประเทศ
การที่รัฐบาลกู้ยืมเงินจากต่างประเทศมาเพื่อใช้จ่ายลงทุนในการพัฒนาประเทศ
จะช่วยให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพราะเป็นการเพิ่มปริมาณเงินในประเทศ
ทำให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน และการอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น
ส่วนภาระและ
เงื่อนไขของการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศจะมีมากกว่าการกู้ยืมเงินภายในประเทศ
กล่าวคือ จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขบางประการที่ผู้ให้กู้กำหนด
ตัวอย่างเช่น การ
กู้ยืมเงินจาก IMF นอกจากนี้ภาระในการชำระคืนเงินกู้เป็นเงินตราต่างประเทศก็จะต้องเสี่ยงจากอัตรา แลกเปลี่ยนที่จะเปลี่ยนแปลงไป
ข้อพิจารณาในการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
ผู้ประกอบการควรติดตามเรื่องการกู้เงินและการเป็นหนี้ของภาครัฐ
เพราะการกู้เงินของภาครัฐแต่ละครั้งจะต้องกำหนดชัดเจนว่าจะเอามาทำอะไร
เราอาจมีโอกาสที่จะเข้าประมูลใน โครงการนั้นๆ เช่น การทำถนน เขื่อน ฯลฯ
ในขณะเดียวกันในฐานะผู้ประกอบการ
เราควรตระหนักว่าหนี้ภาครัฐเป็นตัวชี้สถานะทางเศรษฐกิจที่สำคัญประการหนึ่ง
ถ้าหนี้ภาครัฐสูงเกินไป
เราควรระลึกอยู่เสมอว่าเศรษฐกิจของประเทศอาจกำลังมีปัญหา
เราจึงควรเตรียมพร้อมและ ดำเนินธุรกิจบนความไม่ประมาท
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น